อาหารสมุนไพร โอสถไทยสู้โรค

อาหารสมุนไพร โอสถไทยสู้โรค

ย้อนวันวานคนเกิด พ.ศ.2544 สมัย “ไทย เลิฟ ไทย” ปัจจุบันคือกลุ่มเจนแซด ลูกเจนเอ็กซ์–วาย ที่สิ่งแวดล้อมก้าวไกลแทบไม่เหลืออะไรในอดีต จึงขอทบทวนให้คนรุ่นนี้ทราบบางอย่างที่คนรุ่นนั้นได้รับได้รู้

ครั้งนั้น…ขุนคลังผุดไอเดียหนุน “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ใช้วัตถุดิบในครัวไทยช่วยเกษตรกรส่งไปขายตลาดโลกกับใช้อาหารไทยดึงดูดคนในต่างแดนมาเที่ยวไทย…ทำท่าว่าจะปั๊วะ ปัง

หมายมั่นปั้นมือคาดหวังกันว่าจะปั้นรายได้จมหู เอาเข้าจริง…“พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา” ด้วยผลผลิตดังกล่าวแพงแสนแพงกับค่าแอร์คอนเทนเนอร์บ็อกซ์ หรือไปทางเรือ 15 วัน สินค้าก็เน่าพอดี

ร้านอาหารไทยในอเมริกาประยุกต์ใช้พริก มะนาว มะละกอ จากอเมริกาใต้ ซื้อได้ถูกกว่าส่งจากไทย…ฟากฝั่งยุโรปเยอรมนี ฝรั่งเศสนั้นก็ชื่นชอบ อาหารไทยแต่ถูกเวียดนามครองตลาดสินค้าเกษตร…ยิ่งอาเซียนเขตร้อนเดียวกันเรียกได้ว่าบ้านเขาก็มีทุกอย่างเหมือนบ้านเรา…เรื่องอะไรเขาจะซื้อ

โครงการนี้จึงเหมือนหมึกที่จางหาย คนเจนแซดเลยไม่เห็น…มันเป็นอย่างนี้นะลูก?

กระนั้นแล้ว “อาหารไทย”…ไม่ใช่สิ่งสิ้นคิดสำหรับชาวโลก ล่าสุด เคมบริดจ์-ออกซ์ฟอร์ด เว็บฯ ได้ยก “ผัดไทย” เป็นอาหารคนทั้งโลก โดยบัญญัติคำสากลว่า “pad–thai” เทียบรัศมี “พิซซ่า” อิตาลีเลยทีเดียว

แต่ดูเหมือนเด็กไทยยุคนี้….จะไม่รู้จักอาหารบ้านตนเองดีเท่าเคเอฟซี ของผู้พันแซนเดอร์ส หรืออาหารญี่ปุ่นร้านฟูจิของนายทานากะ โดยหารู้ไม่ว่าเครื่องปรุงสมุนไพร คือโอสถล้ำค่าเหนือยานำเข้า…

และอยากบอกคนป่วย “โควิด” อย่างแรกที่ใช้ลดอาการอักเสบและยับยั้งการเพิ่มไวรัส ทางการแพทย์ใช้ “ฟ้าทะลายโจร” ก่อนเพิ่มยาแรง “ฟาวิพิราเวียร์” และ “เรมเดซิเวียร์”

บุคคลผู้สร้างตำนานสมุนไพรไทยคือ…พระมหาขวัญชัย อคฺคชโย อายุ 46 ปี 35 พรรษา เจ้าอาวาสวัดคีรีวงก์ (วัดน้ำตก) ตำบลบางมะพร้าว อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ถือตำราฉบับนี้เป็นศาสตร์แห่งความจริงจับต้องได้… ไม่เหมือนสาย “มูเตลู” ที่กำลังฮอตฮิตทางไสยศาสตร์

“อาตมาเป็นรุ่น 6 ที่ได้วิชานี้มา” พระมหาขวัญชัย ว่า

“รุ่น 1 หลวงปู่พัน จันทสิริ ผู้เชี่ยวชาญในเวทอาคมสมัยพระพุทธเจ้าหลวง อดีตเจ้าอาวาสวัดบรรพตวิสัย (วัดในเขา) อำเภอหลังสวน รุ่น 2 หลวงปู่แดง วัดในเขา รุ่น 3 หลวงปู่ลอบ วัดในเขา

…รุ่น 4 หลวงปู่เจียม อดีตเจ้าอาวาสวัดน้ำตก ศิษย์เอกหลวงปู่พัน รุ่น 5 หลวงปู่กระจ่าง วัดน้ำตก องค์นี้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและสัพพัญญูเรื่อง กระดูกกับพิษงูร้าย…ต่อมาคืออาตมารับถ่ายทอดวิชาจากรุ่นสู่รุ่นมา 35 ปี”

พระมหาขวัญชัย บอกอีกว่า ที่ตั้งวัดน้ำตกอยู่ในป่าเขารูปวงพระจันทร์ ถูกภูเขาโอบถึง 7 ลูก จึงมีสมุนไพรนับหมื่นแสนชนิด แต่มาใช้ในศูนย์เรียนรู้เพื่อรักษาโรคแค่ 400 ชนิด…มีคนทั่วประเทศมารักษาแพทย์แผนประชาชนทั่วไปแล้วหลักหมื่น แพทย์แผนไทยอีกกว่า 3,000 ราย

“อาตมาได้หนังสือรับรองเป็นหมอพื้นบ้าน พัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จากกระทรวงสาธารณสุข มีโรงพยาบาลสมุนไพรรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน ในฐานะหมอพื้นบ้านแพทย์แผนไทย…พูดง่ายๆปราชญ์ชาวบ้านนั่นเอง”

การรักษาภูมิปัญญาพึ่งพาตนเองวัดน้ำตก เช่นเมื่อเป็นแผลพุพองเรื้อรังให้ใช้น้ำมันปลาที่แกงกิน 2 ส่วน หุงกับปูนกินหมาก 1 ส่วน ก็จะได้ยาทาแผลชนิดนี้…คนมีปัญหาการขับถ่ายใช้สับปะรดกับกล้วยหอม 1 ผลใส่น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ…จะช่วยดีทอกซ์สารตกค้างในร่างกายได้

คนที่กังวลเรื่อง “โรคหัวใจ”…ใช้รากใบเตยหอมกับลำต้นอย่างละ 1 กำมือ ต้มในน้ำ 2 ลิตรก็รักษาได้…ถ้าเป็นโรคทางดวงตาใช้ใบหม่อน 2 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 ลิตรให้เดือด แล้วบีบมะนาว 5 หยด กินเช้า เที่ยง เย็น จนกว่าจะหาย…นี่คือหนังตัวอย่างบางตอนจากวัดน้ำตก จังหวัดชุมพร

ยักย้ายเปลี่ยนโฟกัสไปที่…สวนนงนุงพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี อีกหนึ่งสถานที่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้าง “สวนสมุนไพร” แห่งแรกในไทย ตามสวนพฤกษศาสตร์โบราณปาดัว อิตาลี ที่สร้างเมื่อปี ค.ศ.1544…ซึ่งยังได้ชื่อว่าเป็นสวนสมุนไพรแห่งแรกของโลกด้วยที่นี่

กัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา บอกว่า การสร้างสวนสมุนไพรก็เพื่อให้ประชาชนทั่วไปและนักศึกษาได้ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของพืชสมุนไพร โดยออกแบบให้เรียบง่ายปลูกในกระถางมีป้ายชื่อแสดง เนื่องจากหลายชนิดเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น จึงเปลี่ยนต้นใหม่ได้ง่าย…

ทั้งยังมีการจัดกลุ่มพืชสมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาอาการของโรคได้ทันที

เมื่อเร็วๆนี้สวนนงนุชได้นิมนต์พระมหาขวัญชัย จากชุมพร มาเป็นวิทยากร “กินอาหารสมุนไพรอย่างไรให้ปลอดภัย ปลอดโรค” แก่พนักงานกับบุคคลทั่วไป 60 คน

พระมหาขวัญชัย ย้ำว่า แต่ก่อนคนไทยไม่ขี้โรคเหมือนวันนี้ เพราะกินอาหารสมุนไพรปรุงแทนยาในชีวิตประจำวัน สร้างคุณประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ผัดกะเพราช่วยลดไขมันเกาะตับ ขับลมในลำไส้…หากภูมิปัญญาชาวบ้านต้องยอดกะเพราแดง 5 ยอด เคี้ยวบดแล้วกินน้ำตาม 1 แก้ว

เมนูอาหารโอสถนี้…หากได้กินทุกเช้า เที่ยง เย็น จะช่วยขจัดไวรัส ในตับได้อีกด้วย

ถัดมา “ผัดขิง” ลดอาการไข้ ขับลม “แกงป่า” ช่วยให้เลือดลมหมุนเวียน…แล้วก็ “ผัดผักบุ้ง” บำรุงสายตาเช่นกันกับ “ยำตำลึง” ส่วน “ส้มตำ” ช่วยขับถ่าย…“น้ำพริก” หรือ “แกงจืด” ช่วยลดกรดไหลย้อน แต่ถ้าแกงจืดใส่ลูกและรากผักชีจะช่วยบำรุงหัวใจ

แถมด้วย “ยำชะพลูกุ้งแม่น้ำ” รักษาไมเกรน… “ผัดกะเฉด” ลดปวด ตามข้อและกระดูก “ผัดผักกาดเม็กซิกัน” ช่วยคนกระดูกเปราะบาง ดูนี่กิน… “ปลากระบอกต้มขมิ้น” ได้โปรตีนจากปลาและพริกขี้หนูแดงเม็ดใหญ่ได้สารต่อต้านอนุมูลอิสระ กระเทียมขจัดไขมันในเลือด ขมิ้นต้านมะเร็ง ถั่วลิสงบำรุงหัวใจ

กระชายกระตุ้นการไหลเวียนเลือด โกฐจุฬาลัมพารักษาระบบไหลเวียนโลหิต

จึงพอจะสรุปได้ว่า… “อาหารสมุนไพร” คือ “ยา” มีค่าต่อร่างกาย แต่เสียดายเด็กสมัยนี้ไม่ค่อยรู้จักเท่าอาหารต่างชาติมีแต่แป้ง และอาจจะสายไปเสียแล้ว…ที่จะเรียกค่านิยมนี้กลับจากเด็กที่กำลังโตเวลานี้

“เราต้องเริ่มที่เด็กไทยเจเนอเรชันใหม่ ที่เกิดมาเพื่อเรียนรู้โดยพ่อแม่คือผู้สอนในเรื่องอาหารตั้งแต่ครัวในบ้าน นั่นแหละ…เด็กถึงจะถูกปลูกฝังให้เคยชินและเติบโตมากับอาหารไทย” กัมพล ว่า

โมเมนต์นี้…สวนนงนุชจึงพร้อมเป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กดึงคนไทยมาเรียนรู้คุณค่าอาหารผสมสมุนไพรไทย จากแหล่งเรียนรู้แบบ “คิทเชน คลาส” เพื่อนำไปต่อยอดสู่คนไทยและต่างชาติ ให้ได้รับรู้ว่า…อาหารไทยนั้นคือ “โอสถ” ล้ำค่าต่อชีวิต ดั่งคำสอนพระเถราจารย์ รุ่นที่ 6 จากชุมพร

“อโรคยาปรมาลาภา”…ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ “อัตตาหิ อัตตโนนาโถ”…ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน.

แพทย์แผนไทยจัดมหกรรมสมุนไพรยกระดับชุมชน

แพทย์แผนไทยจัดมหกรรมสมุนไพรยกระดับชุมชน

นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข เปิดเผยว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน มากกว่า 100 องค์กร จัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติฯ ครั้งที่ 19 ภายใต้กรอบแนวคิด “สร้างเศรษฐกิจไทย ด้วยกัญชาไทย นวดไทย อาหารไทย” วันที่ 6 -10 ก.ค.2565 ที่ฮอลล์ 11-12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เพื่อยกระดับนวัตกรรมอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีด้านสุขภาพและสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายชุมชนและผู้ประกอบการธุรกิจ บริการสุขภาพให้สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในประเทศกับเศรษฐกิจโลกในอนาคต ภายในงานมีกิจกรรมน่าสนใจ ทั้งโซนแสดง นวัตกรรม, การปรึกษาหารือ เจรจาธุรกิจ, การแสดงนิทรรศการเพื่อนำเสนองานวิจัย และการแสดงนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์สมุนไพรในทุกระดับ

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ในงานจะมีการเจาะลึกถึงกัญชาไทย ถ่ายทอดองค์ความรู้ ประชุมวิชาการ และการจัดอบรมฟรี 27 หลักสูตรที่ครบวงจร เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจในครัวเรือนและชุมชน เปิดมุมมองให้เห็นถึงประโยชน์กัญชาทางการแพทย์ และด้านเวชสำอางที่สามารถสร้างเศรษฐกิจไทย และมีบริการด้านภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย การนวดไทย และอาหารพื้นถิ่นที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ

นอนไม่หลับ บ่อยๆ รู้ทันก่อนเสี่ยงเป็นโรคต่อมลูกหมากโต

นอนไม่หลับ บ่อยๆ รู้ทันก่อนเสี่ยงเป็นโรคต่อมลูกหมากโต

นอนไม่หลับ เป็นบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตให้มีสุขภาพที่ดี โดยคนเราต้องการการพักผ่อนที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับช่วงอายุ ซึ่งสำหรับวัยผู้ใหญ่ เราควรนอนหลับให้ได้วันละประมาณ 7-8 ชั่วโมงจึงจะเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้มีปัจจัยหลากหลายที่ส่งผลให้คุณภาพการนอนหลับของบางคนแย่ลง อาการนอนไม่หลับจึงเป็นปัญหาที่หลาย ๆ คนกำลังเผชิญอยู่โดยไม่รู้ว่าต้นเหตุมาจากไหน และเราจะสามารถแก้ไขได้อย่างไร ซึ่งอาการนอนไม่หลับนี้ หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลเสียร้ายแรงให้กับร่างกาย จะมีอะไรบ้างนั้น ติดตามได้ที่บทความนี้

นอนไม่หลับ เกิดจากอะไร?

ก่อนเราจะไปดูกันว่าอาการนอนไม่หลับส่งผลเสียอย่างไรบ้างกับร่างกาย เราไปดูปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับกันก่อน ที่จริงและอาการนอนไม่หลับหรือ Insomnia สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยเราสามารถแบ่งออกเป็น 7 อย่างย่อย ๆ ดังนี้

  • ปัญหาสภาพแวดล้อมในห้องนอนไม่เหมาะสม เช่น มีเสียงดังรบกวน มีแสงสว่าง อากาศร้อนหรือหนาวเกินไป ทำให้นอนหลับได้ยาก
  • มีอาการเจ็บป่วย เช่น ปวดท้อง ปวดตามเนื้อตัว เป็นโรคเกี่ยวกับการนอนหลับ มีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ เป็นต้น
  • มีความเครียด อาการวิตกกังวล หรือมีอาการซึมเศร้าสะสม
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน สูบบุหรี่ หรือการใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลเกี่ยวต่อการนอนหลับ
  • มีอาการท้องว่าง ทำให้หิวขึ้นมาในช่วงดึก หรืออิ่มมากเกินไป ทำให้มีอาการแน่นท้องกลางดึก
  • มีปัญหาภาวะการนอนหลับ เช่น การนอนละเมอ ฝันร้าย หรือนอนไม่หลับจนติดเป็นนิสัย
  • เข้านอนและตื่นนอนไม่ตรงเวลา โดยเฉพาะในคนที่การงานที่ต้องเปลี่ยนเวลาการนอนอยู่สม่ำเสมอ หรือทำงานเป็นกะ เช่น พยาบาล และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

มากไปกว่านั้น สำหรับเพศชายที่มีอาการนอนไม่หลับ อาจเป็นผลมาจากโรคที่ร้ายแรงมากกว่านั้น นั่นคือ โรคต่อมลูกหมากโตนั่นเอง ต่อมลูกหมากโตเป็นภาวะที่ต่อมลูกหมากเพศชายมีขนาดใหญ่ผิดปกติทำให้ไปเบียดท่อปัสสาวะให้ตีบแคบลงส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะบ่อย รู้สึกปวดขณะถ่ายปัสสาวะ หรือปัสสาวะมีเลือดปน ซึ่งอาการเหล่านี้จะส่งผลต่อการนอนหลับ ทำให้นอนหลับไม่เพียงพอ หรือนอนหลับไม่มีคุณภาพอีกด้วย

อาการนอนไม่หลับแบ่งออกเป็นกี่ประเภท

โรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia เราสามารถแบ่งออกเป็นประเภทได้ 3 ประเภท ตามลักษณะของการนอนไม่หลับ ได้แก่

  • Initial insomnia คือภาวะที่ผู้ป่วยใช้นานกว่าจะสามารถหลับ ซึ่งภาวะนี้อาจสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวล
  • Maintinance insomnia คือภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถนอนหลับได้ยาว มีการตื่นขณะนอนอยู่บ่อย ๆ ซึ่งอาจเป็นผลมากจากปัญหาอื่น ๆ ทางกาย เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • Terminal insomnia คือภาวะที่ผู้ป่วยตื่นเร็วกว่าเวลาที่ควรจะตื่น โดยอาจพบได้ในผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับจากภาวะซึมเศร้า

มากไปกว่านั้น ประเภทของอาการนอนไม่หลับเรายังสามารถแบ่งตามระยะเวลาที่เกิดโรคได้อีกด้วย โดยจะแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ

  • Adjustment insomnia (โรคการนอนไม่หลับจากการปรับตัว) ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการนอนไม่หลับอย่างฉับพลันตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีความเครียด, ปัญหาวิตกกังวล, สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามเมื่อปัจจัยเหล่านี้หายไป ผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับก็อาจหายเป็นปกติได้
  • Chronic insomnia (โรคการนอนไม่หลับเรื้อรัง) ผู้ป่วยจะมีภาวะนอนไม่หลับประเภทนี้ คือผู้ที่นอนไม่หลับอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์และเป็นมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งหากใครที่มีอาการเช่นนี้ ไม่ควรปล่อยไว้ แนะนำให้รีบไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป

นอนไม่หลับส่งผลเสียต่อร่างกาย อาการแบบไหนควรพบแพทย์

หากคุณกำลังมีอาการนอนไม่หลับอยู่บ่อย ๆ จนเป็นปัญหากวนใจและเริ่มมีผลกระทบด้านลบเกิดขึ้นกับร่างกาย ให้ลองสังเกตตัวเองแล้วรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขได้ทันเวลา อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีภาวะนอนไม่หลับจะมีอาการดังนี้

  • อ่อนเพลียไม่กระฉับกระเฉง
  • ไม่มีสมาธิในการทำงาน ความจำเปลี่ยนแปลง
  • ความสามารถในการทำงานลดลง
  • อารมณ์เสีย หงุดหงิดง่าย กระสับกระส่าย
  • ง่วงนอนบ่อยในช่วงเวลากลางวัน
  • ขาดพลังในการใช้ชีวิตรู้สึกไม่สดใส
  • กังวลเกี่ยวกับปัญหาการนอนที่เกิดขึ้น

โรคร้ายที่มักมากับอาการ นอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ คนทั่วไปมักจะคิดว่าโรคนอนไม่หลับอาจหายไปเองได้จึงไม่ได้ไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไข แต่รู้หรือไม่ว่าอาการนอนไม่หลับเรื้อรังส่งผลลบต่อสุขภาพของเราได้มากมายทั้งปัญหาด้านสุขภาพจิตและปัญหาด้านสุขภาพกาย โดยสามารถทำให้เกิดปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็น ความจำและการเรียนรู้เสื่อมถอย, มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย, มีปัญหาทางพฤติกรรม เช่น อยู่ไม่สุข (hyperactivity) หรือก้าวร้าว เป็นต้น นอกจากนี้การนอนไม่หลับเรื้อรังก็อาจนำไปสู่โรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น

  • โรคหัวใจ
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคเบาหวาน
  • โรคสมองเสื่อม
  • อัมพฤกษ์ อัมพาต
  • โรคง่วงนอนมากผิดปกติในตอนกลางวัน
  • สมรรถภาพทางเพศเสื่อม
  • โรคอ้วน น้ำหนักตัวเพิ่ม

วิธีแก้และปฏิบัติตัว หากนอนไม่หลับ

จะเห็นได้ว่าอาการนอนไม่หลับส่งผลเสียต่อร่างกายมากมาย ในการรักษาอาการนอนไม่หลับ เราสามารถเริ่มต้นง่าย ๆ ได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราเพื่อสร้างสุขอนามัยที่ดีในการนอน เช่น เข้านอนและตื่นตรงเวลาเป็นประจำ สร้างบรรยากาศห้องนอนให้เงียบสงบไม่ร้อนไปหรือหนาวไป หลีกเลี่ยงการเล่นโทรศัพท์หรืออินเตอร์เน็ตก่อนเข้านอน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากเราลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราแล้วยังไม่ได้ผล ก็อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาให้ทันท่วงที ปรึกษาเราที่ EEU CLINIC เราเป็นผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาด้าน Health และ Well-being ในผู้ชายและผู้หญิง พร้อมมอบบริการการรักษาทางเลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การแพทย์แผนไทย การใช้ธรรมชาติบำบัด การแพทย์ทางเลือก เป็นต้น หากคุณกำลังมีปัญหาด้านสุขภาพ ปรึกษาเราได้ทันที เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำคุณอย่างเต็มใจ

โรคต่อมลูกหมากโต สังเกต 6 สัญญาณเตือน คุณผู้ชายไม่ควรมองข้าม

โรคต่อมลูกหมากโต สังเกต 6 สัญญาณเตือน คุณผู้ชายไม่ควรมองข้าม

โรคต่อมลูกหมากโต สังเกต 6 สัญญาณเตือน คุณผู้ชายไม่ควรมองข้าม อายุมากขึ้น ร่างกายก็เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา จากที่เคยแข็งแรง ฮอร์โมนก็ค่อยๆ ลดลงไป ทำให้อารมณ์ , ร่างกาย และจิตใจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งหนึ่งในโรคที่ผู้ชายอายุ 45 – 60 ปีขึ้นไปต้องระวังให้ดี คือต่อมลูกหมากโต เพราะชายไทยส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคนี้เกือบ 80% รองลงมาคือโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก 18% ดังนั้นต้องมีการสังเกตอาการของร่างกาย หากพบความผิดปกติต้องรีบพบแพทย์ทันที เราจึงนำ 6 สัญญาณเตือนของต่อมลูกหมากโต มาบอกกัน

โรคต่อมลูกหมาก คืออะไร?

โรคต่อมลูกหมากโต (BPH – Benign Prostatic Hyperplasia) คือภาวะที่ต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่ผิดปกติ โดยขนาดปกติของต่อมลูกหมากจะมีขนาดเท่ากับผลวอลนัท ส่วนตำแหน่งของลูกหมากจะอยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากจะทำหน้าที่สร้างสารที่เป็นของเหลวที่ประกอบไปด้วยอสุจิ และมีการห่อหุ้มท่อปัสสาวะส่วนบนไว้ ทำให้เมื่อต่อมลูกหมากโตจะเกิดการกดทับท่อปัสสาวะ มีการตีบเล็กลง การปัสสาวะติดขัด อีกหนึ่งสาเหตุ คือกระเพาะปัสสาวะหนาขึ้น เนื่องจากต้องบีบตัวแรงเพื่อให้ปัสสาวะผ่านท่อแคบๆ ไปได้ และยังทำให้การกักเก็บน้ำปัสสาวะลดลง คนไข้จึงมีอาการถ่ายปัสสาวะบ่อย หรือทำให้ปวดแบบกะทันหันได้ โรคนี้เกือบ 50% มักเกิดขึ้นกับผู้ชายที่อายุประมาณ 60 ปี

สาเหตุของการเกิดต่อมลูกหมากโต

สาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต มีดังนี้

  • การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  • ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)
  • ท่อปัสสาวะตีบ (Urethral Stricture)
  • แผลเป็นในคอกระเพาะปัสสาวะที่เป็นผลมาจากการผ่าตัดก่อนหน้า
  • กระเพาะปัสสาวะหรือนิ่วในไต
  • ปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะ
  • มะเร็งต่อมลูกหมากหรือกระเพาะปัสสาวะ

6 สัญญาณเตือน เสี่ยงเกิดโรคต่อมลูกหมาก

ต่อไปลองมาดูสัญญาณเตือนของโรคต่อมลูกหมาก มีดังนี้

  • สัญญาณที่ 1 ปัสสาวะบ่อยขึ้น คนปกติทั่วไป จะมีการปัสสาวะต่อวันอยู่ที่ 3-4 ครั้ง แต่หากอยู่ในที่อากาศเย็น หรือดื่มน้ำเยอะ จะอยู่ที่วันละ 7-8 ครั้งต่อวัน แต่สำหรับผู้ที่มีอาการต่อมลูกหมากโต อาจปัสสาวะวันหนึ่งมากกว่า 10 ครั้ง หากใครเป็นเช่นนี้ ต้องสังเกตอาการตัวเองให้ดี
  • สัญญาณที่ 2 ตื่นมาปัสสาวะ เมื่อมีอาการปัสสาวะบ่อยแล้ว สิ่งที่ตามมาคือคุณจะปวดปัสสาวะในขณะนอนหลับ แต่ต้องตื่นมากลางดึก และเป็นเช่นนี้หลายครั้งต่อคืน ส่งผลต่อปัญหาการนอนหลับของคุณได้
  • สัญญาณที่ 3 ปัสสาวะติดขัด ข้อนี้จะเป็นสัญญาณแห่งความเจ็บปวด เพราะคุณจะปัสสาวะลำบากในช่วงเริ่ม และต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะสามารถปัสสาวะออกมาได้อย่างปกติ เป็นอาการที่ทรมานพอสมควร
  • สัญญาณที่ 4 ปัสสาวะเบา เคยสังเกตมั้ย? ตอนอายุน้อยๆ ปัสสาวะแต่ละทีเสียงดัง และออกมาแรงมาก แต่พออายุมากขึ้น ปัสสาวะเบา และอ่อนแรง บางรายมีอาการปัสสาวะขัดด้วย
  • สัญญาณที่ 5 ปัสสาวะหยด เป็นอาการปัสสาวะหยด หลังปัสสาวะเสร็จ
  • สัญญาณที่ 6 ปัสสาวะไม่สุด ปกติคนเราเมื่อปัสสาวะเสร็จ จะรู้สึกโล่งสบาย แต่สำหรับคนมีปัญหาต่อมลูกหมาก จะรู้สึกปัสสาวะไม่สุด และจะรอคอยให้ปัสสาวะซ้ำอีกครั้ง

การวินิจฉัย “โรคต่อมลูกหมาก”

แพทย์จะมีการวินิจฉัยโรคต่อมลูกหมาก โดยเริ่มจากการซักประวัติผู้ป่วยและตรวจร่างกาย แพทย์อาจใช้การตรวจร่างกายด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

  • การตรวจทางทวารหนัก (Digital Rectal Exam: DRE) แพทย์จะมีการใช้นิ้วสอดเข้าไปในช่องทวารหนักเพื่อดูว่าต่อมลูกหมากมีขนาดหรือความผิดปกติหรือไม่
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) แพทย์จะใช้การตรวจปัสสาวะเพื่อวิเคราะห์ตัวอย่างปัสสาวะ เพื่อวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อหรือมีโรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกับต่อมลูกหมากโตได้หรือไม่
  • การตรวจเลือด ต้องมาดูผลจากการตรวจเลือด ว่าสามารถวินิจฉัยได้ว่าไตกำลังมีปัญหาหรือไม่
  • การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate-Specific Antigen: PSA) แพทย์จะตรวจหาสารแอนติเจนต่อมลูกหมากที่ผลิตจากต่อมลูกหมาก หากพบระดับของสารแอนติเจนต่อมลูกหมากเพียงเล็กน้อยและกำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณว่า ผู้ป่วยกำลังเป็นต่อมลูกหมากโต

แนวทางการรักษาต่อมลูกหมากโต

สำหรับแนวทางการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต มีดังนี้

  • การรักษาด้วยยา
  • การผ่าตัดส่องกล้อง (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์)
  • การรักษาด้วยเลเซอร์
  • การย้ายหรือยกเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากออกจากท่อปัสสาวะ (PUL)
  • การผ่าตัดต่อมลูกหมากโดยใช้หุ่นยนต์หรือแบบเปิด
  • การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ

จะเห็นได้ชัดว่าโรคต่อมลูกหมากโต เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับผู้ชาย เพราะสร้างความเจ็บปวด และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ สำหรับใครที่อยากปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ เรามีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์จากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ถือเป็นเจ้าแรกที่มีการใช้ยาที่นำเข้าจากต่างประเทศและที่มีอยู่ในไทย มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา และมีการบริการที่เป็นเลิศ คุณสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม ตามที่เราแนะนำได้เลย

หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนเข้าใจ ต่อมลูกหมากโต และสังเกตอาการของตัวเองมากขึ้น หากเช็คแล้วตัวเองมีสัญญาณเตือนตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป ถึงเวลาที่คุณต้องพบแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำและวินิจฉัยโรคเบื้องต้น

ปวดท้องประจำเดือน ผู้หญิงไม่ควรชะล่าใจ

ปวดท้องประจำเดือน ผู้หญิงไม่ควรชะล่าใจ

ปวดท้องประจำเดือนเป็นอาการที่คุณผู้หญิงต้องเคยเผชิญเมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง ส่วนใหญ่เรามักจะคิดว่าการปวดประจำเดือนนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ โดยบางคนอาจปวดมาก หรือบางคนอาจปวดน้อย อย่างไรก็ตาม อาการปวดประจำเดือนที่ไม่ปกติก็เป็นเรื่องไม่ควรชะล่าใจ เพราะอาจเป็นสาเหตุของโรคอื่น ๆ ตามมาได้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับอาการปวดประจำเดือนกันมากขึ้น เพื่อให้คุณผู้หญิงได้ลองสังเกตตัวเองกันให้มากขึ้น จะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกัน

อาการ ปวดท้องประจำเดือน คืออะไร

อาการปวดประจำเดือน หรือ dysmenorrhea เป็นอาการปวดเกร็งหรือหน่วง ๆ ที่บริเวณท้องน้อย โดยมักจะเกิดขึ้นตอนก่อนมีประจำเดือน 1-2 วัน และระหว่างมีประจำเดือนในช่วงวันแรก ๆ โดยอากรปวดประจำเดือนนี้บางคนอาจมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยแต่บางคนก็อาจมีอาการปวดขั้นรุนแรงรวมถึงมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียหรือท้องผูก ปวดหลังด้านล่าง เวียนศีรษะและปวดศีรษะ เป็นต้น

สาเหตุของการ ปวดท้องประจำเดือน

ประจำเดือนเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายเพศหญิง ที่โดยเฉลี่ยทุก ๆ 28 วัน หากไข่ไม่มีอสุจิมาผสม เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดลอกออกมา กลายเป็นประจำเดือนนั่นเอง ซึ่งอาการปวดท้องเนื่องจากประจำเดือนนั้นเกิดจากโพรสตาแกลนดิน (prostaglandin) สารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนที่จะก่อตัวขึ้นที่เยื่อบุโพรงมดลูกในระหว่างที่มีประจำเดือน ยิ่งร่างกายหลั่งสารนี้มากเท่าไรก็จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอาการบีบรัด ทำให้รู้สึกปวดมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ โพรสตาแกลนดินก็ยังเป็นสาเหตุของอาการคลื่นไส้ ท้องเสียขณะมีประจำเดือนอีกด้วย

ประเภทของอาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดประจำเดือนนั้นเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันนั่นคือ

  • ปวดประจำเดือนประเภทปฐมภูมิ หรือ Primary Dysmenorrhea เป็นอาการปวดประจำเดือนแบบทั่วไปที่พบได้บ่อย ๆ ซึ่งมักจะมีสาเหตุมาจากการที่เยื่อบุโพรงมดลูกผลิตสารโพรสตาแกลนดินมากเกินไป
  • ปวดประจำเดือนประเภททุติยภูมิ หรือ Secondary Dysmenorrhea เป็นการปวดประจำเดือนที่เกิดจากภาวะผิดปกติของมดลูกหรืออวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ โดยมักจะมีอาการเจ็บปวดขั้นรุนแรงที่มากกว่าขั้นปฐมภูมิ เช่น
    • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis)
    • เยื่อบุมดลูกเจริญภายในกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis)
    • เนื้องอกมดลูก (uterine fibroids)
    • ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease)
    • ภาวะปากมดลูกตีบ (Cervical stenosis)

อย่างไรก็ตาม สำหรับอาการปวดท้องประเภททุติยภูมิ เป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยไว้เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดแบบไหนที่ผิดปกติและควรไปพบแพทย์โดยด่วน หาคำตอบได้ที่ด้านล่างนี้

อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์

อย่างที่เกริ่นไปแล้วข้างต้นว่าอาการปวดประจำเดือนนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิง อย่างไรก็ตาม คุณผู้หญิงทุกท่านต้องหมั่นสำรวจอาการของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะการปวดประจำเดือนที่เป็นปกติอาจไม่ปกติได้อีกต่อไป โดยคุณสามารถสังเกตได้จากอาการเหล่านี้ ที่จะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคภัยที่อาจร้ายแรงกว่าอาการปวดประจำเดือนทั่วไป

  • มีอาการปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ
  • รับประทานยาแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการแย่ลง
  • มีอายุมากกว่า 25 ปี และมีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก
  • มีไข้ร่วมกับอาการปวดท้อง
  • มีเลือดไหลออกมามากว่าปกติ
  • ตกขาวมีกลื่น มีอาการคันบริเวณช่องคลอด เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไป
  • รู้สึกปวดท้องน้อยแต่ไม่มีประจำเดือน

ทั้งหมดนี้คืออาการที่คุณผู้หญิงทุกท่านไม่ควรปล่อยผ่าน หากใกล้ช่วงมีประจำเดือนหรืออยู่ในระหว่างการมีประจำเดือนแล้วมีอาการเหล่านี้ร่วมอยู่ด้วย ให้รีบไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการรักษาที่ทันท่วงที

วิธีการป้องกันและบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

อย่างไรก็ตาม อาการปวดประจำเดือนเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เราสามารถบรรเทาอาการปวดท้องให้ดีขึ้นได้ โดย

  • ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบที่บริเวณท้องน้อยและบริเวณหลัง
  • อาบน้ำด้วยน้ำอุ่น
  • พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและเกลือสูง รวมถึงงดเครื่องดื่มผสมคาเฟอีน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และขนมหวาน
  • ผ่อนคลายตัวเองด้วยการนั่งสมาธิหรือเล่นโยคะ
  • รับประทานยาต้านการอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ (NSAIDs) แต่ควรรับประทานเมื่อมี

อาการปวดอย่างรุนแรงเท่านั้น เพราะยาประเภทนี้อาจมีผลข้างเคียงอื่น ๆ
สำหรับคุณผู้หญิงที่อาจมีปัญหาหรือต้องการปรึกษาเรื่องประจำเดือนมาไม่ปกติหรือแม้แต่อาการปวดประจำเดือน ทำนัดหมายปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เรามีผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำแนะนำคุณได้อย่างถูกต้องและดีที่สุด

ตกขาวผิดปกติ แบบไหนควรรีบปรึกษาแพทย์

ตกขาวผิดปกติ แบบไหนควรรีบปรึกษาแพทย์

ตกขาวผิดปกติ เป็นปัญหากวนใจของสาว ๆ หลายคน เพราะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ควรถูกปล่อยไว้ และอย่ามองข้ามเป็นอันขาด เพราะตกขาวผิดปกติอาจเป็นต้นตอหรือสัญญาณที่บ่งบอกว่ามีความผิดปกติบางอย่างในร่างกายของสาว ๆ บทความนี้จะพาสาว ๆ ไปดูกันว่าแบบไหนที่เรียกว่าตกขาวไม่ปกติ และตกขาวที่ผิดปกตินั้นสามารถบ่งบอกถึงโรคอะไรได้บ้าง ตามไปดูกันเลย

ตกขาวเกิดจากอะไร?

ตกขาวหรือที่บางครั้งเราก็เรียกกันว่าระดูขาว คือของเหลวที่ขับออกมาจากช่องคลอดซึ่งเป็นอาการปกติของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคน ตกขาวคือของเหลวที่มีชื่อว่า Mucous Membrane ที่ขับออกมาจากร่างกายเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับอวัยวะเพศหญิง อีกทั้งยังช่วยป้องกันการติดเชื้อ และระคายเคืองอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ตกขาวจะมีปริมาณ สี และลักษณะที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงของรอบเดือน ซึ่งตกขาวที่ไม่ผิดปกติจะต้องมีลักษณะดังนี้

  • ในวันที่ 6-14 ของรอบเดือน ตกขาวจะมีลักษณะขุ่น สีขาวหรือสีเหลือง และมีน้อยกว่าปกติ รวมถึงอาจมีลักษณะเหนียวได้
  • ในวันที่ 14-25 ของรอบเดือน จะถือเป็นช่วงก่อนวันตกไข่ ตกขาวจะมีลักษณะเป็นเมือกลื่น ๆ ใส่คล้ายไข่ขาว และมีปริมาณมาก
  • ในวันที่ 25-28 ของรอบเดือน หรือช่วงก่อนประจำเดือนจะมา ปริมาณตกขาวจะน้อยลงจนหายไป

ตกขาวผิดปกติ สังเกตอย่างไร

อย่างที่เราได้ทราบลักษณะของตกขาวตามปกติไปแล้ว เรามาดูกันต่อเลยดีกว่าว่าตกขาวที่ไม่ปกตินั้นมีลักษณะอย่างไร ตามข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าตกขาวที่ไม่มีความผิดปกติจะมีสีขาวหรือขุ่นเพียงเล็กน้อย และไม่มีกลิ่น ดังนั้นเมื่อพบความผิดปกติจากลักษณะของตกขาว สาว ๆ ทุกคนก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ไปดูกันดีกว่าว่าตกขาวที่ผิดปกติมีอาการอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้ทุกคนได้ลองสังเกตตัวเองกันดูดี ๆ อีกครั้ง โดยวิธีการสังเกตความผิดปกติของตกขาวสามารถทำได้ดังนี้

  • ตกขาวมีสีเปลี่ยนไป จากสีขาวเป็นสีเขียว เหลือง ขาวเทา หรือมีสีแดง เนื่องจากมีเลือดปน
  • ตกขาวมีกลิ่นแรง กลิ่นเหม็น และกลิ่นคาว
  • ตกขาวมีลักษณะเป็นฟอง
  • เกิดอาการคันที่บริเวณช่องคลอดหรือในอวัยวะเพศ
  • เกิดอาการแสบที่อวัยวะเพศ

สีของตกขาว บอกอะไร

สีของตกขาวที่ผิดปกติเป็นสิ่งที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะไม่ใช่แค่สีอย่างเดียวเท่านั้นที่ผิดปกติ แต่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคหรือความผิดปกติบางอย่างในร่างกายได้ ไปดูกันต่อเลยว่าตกขาวที่ผิดปกติแบบไหนบ่งบอกอะไรบ้าง

  • ตกขาวที่มีสีเขียวอ่อน และมีอาการคันรวมถึงมีกลิ่นคาวร่วมด้วย อาจแสดงถึงการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดหรือการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
  • ตกขาวที่มีสีชมพูอาจเป็นสัญญาณบ่างบอกว่าสาว ๆ กำลังจะมีประจำเดือน หรืออาจจะเกิดจากการลอกหลุดของเยื่อบุโพรงมดลูกที่มักพบหลังคลอด ที่บางครั้งเราเรียกว่า “น้ำคาวปลา” นั่นเอง
  • ตกขาวมีสีเทา มีกลิ่นแรง คัน หรือมีรอยแดงบริเวณปากช่องคลอด อาจเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อแบคทีเรียได้เช่นกัน รวมถึงอาจจะมีการอักเสบที่ช่องคลอดและปากมดลูกด้วย โดยมักจะเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
  • ตกขาวสีน้ำตาล หรือตกขาวที่มีเลือดปน ก็อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพด้วยเช่นกัน เช่น ปากมดลูกติดเชื้อ เลือดออกจากการตกไข่ มากไปกว่านั้น หากตกขาวมีสีน้ำตาลและมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วยก็อาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ด้วย ซึ่งหากมีอาการนี้ สาว ๆ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

โรคที่มาพร้อมอาการตกขาวไม่ปกติ

นอกเหนือจากความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายจากตกขาวที่มีสีผิดปกติที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ก็ยังมีโรคอื่น ๆ อีกที่อาจเกิดขึ้นได้จากการมีตกขาวไม่ติด้วยเช่นกัน ดังนี้

  • เชื้อราในช่องคลอด มักจะมีตกขาวสีขาวขุ่นเป็นก้อน ๆ หรือมีสีเขียวที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย การมีเชื้อราในช่องคลอด สาว ๆ อาจรู้สึกคันบริเวณช่องคลอด หรืออวัยวะเพศ และบางครั้งก็อาจมีแผลร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ เช่น เริม เป็นต้น
  • เชื้อพยาธิในช่องคลอด ตกขาวจะมีลักษณะสีขาวเทามีการอักเสบที่ช่องคลอดและปากมดลูก
  • โรคติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ที่มักจะมีอาการแสบและคัน มีแผลเป็นตุ่มที่อวัยวะเพศ ทำให้ปัสสาวะแสบขัด หรือมีไข้ร่วมด้วย

การป้องกันและรักษาอาการตกขาว

จะเห็นได้ว่าตกขาวผิดปกติเป็นเรื่องที่สาว ๆ มองข้ามไม่ได้ เพราะอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติต่าง ๆ มากมาย อย่างไรก็ตาม เราควรดูแลจุดซ่อนเร้นให้ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดตกขาวไม่ปกติ โดยจะต้องดูแลจุดซ่อนเร้นให้สะอาดอยู่เสมอ เลือกกางเกงชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้น และขนาดพอดีตัวไม่เล็กเกินไป และทำความสะอาดสุขภัณฑ์ให้สะอาดอยู่เสมอ สำหรับสาว ๆ คนไหนที่คิดว่ากำลังมีภาวะตกขาวไม่ปกติอยู่ อย่านิ่งนอนใจเด็ดขาด ควรรีบไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างที่ EEU CLINIC ทันทีเพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง

ปัสสาวะไม่พุ่ง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เช็กด่วนก่อนเป็นต่อมลูกหมากโต

ปัสสาวะไม่พุ่ง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เช็กด่วนก่อนเป็นต่อมลูกหมากโต

ปัสสาวะไม่พุ่ง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เช็กด่วนก่อนเป็นต่อมลูกหมากโต หรือ BPH (Benign Prostate Hyperplasia) ปัญหากวนใจของผู้ชายวัย 50+ คงจะหนีไม่พ้นอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะขัด หรือตื่นกลางดึกบ่อยๆ เพื่อมาเข้าห้องน้ำ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของอาการ “ต่อมลูกหมากโต” เพราะอายุมากขึ้นร่างกายก็เปลี่ยนแปลง และโรคต่อมลูกหมาก แทบจะเป็นโรคอันดับ 1 ที่เกิดขึ้นกับคุณผู้ชายมากถึง 80% หากใครรู้ตัวว่ามีอาการดังกล่าว ปล่อยไว้ไม่ดีแน่ ถึงเวลาหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น และหมั่นพบแพทย์อยู่เสมอ แต่ก่อนอื่นลองมาทำความรู้จักโรคต่อมลูกหมากโตกัน

ปัสสาวะไม่พุ่ง สัญญาณเตือนโรคต่อมลูกหมากโต

ช่วงนี้ใครเข้าห้องน้ำแล้วรู้สึกว่า การปัสสาวะไม่เหมือนเดิม มีอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะกระปิดกระปอย กว่าจะปัสสาวะเสร็จใช้เวลาพอสมควร แถมยังเข้าห้องน้ำบ่อย อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคต่อมลูกหมากโต พบได้ตั้งแต่ผู้ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป แต่ช่วงอายุ 70 ปี จะมีโอกาสเป็นได้มากที่สุด ทั้งนี้ยังมีอีกหลายอาการที่คุณสามารถสังเกตตัวเองได้ ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป แต่อย่างไรก็ตามโรคต่อมลูกหมากสามารถรักษาได้ โดยมีวิธีการหลากหลายแบบ การตรวจและรักษากับแพทย์เฉพาะทางจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เช็กด่วน สัญญาณเตือนโรคต่อมลูกหมากโต

อาการของโรคต่อมลูกหมากโต มีดังนี้

  • ปัสสาวะขัด มีอาการเจ็บร่วมด้วยในบางครั้ง และใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ
  • ปัสสาวะบ่อย ปกติคนทั่วไปจะฉี่ต่อวัน ประมาณ 5 – 7 ครั้ง แต่หากมากกว่านั้น หรือมีอาการปัสสาวะกลางดึก อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคเช่นเดียวกัน
  • กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ตอนหนุ่มๆ ปวดฉี่แค่ไหนก็ทนได้เป็นชั่วโมง แต่ตอนนี้พอรู้สึกปวด ก็กลั้นไม่ได้ทันที หรือบางคนมีอาการฉี่ไม่ออก ต้องใช้เวลาสักพัก
  • ปัสสาวะขัด อาการยอดฮิต เพราะปัสสาวะสะดุดเป็นช่วงๆ และมีปัสสาวะหยดเมื่อใกล้จะสุด
  • ปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน อาการของคนที่ไม่สามารถปัสสาวะได้เหมือนเก่า
  • ปวดปัสสาวะรุนแรง มีอาการปวดท้องน้อย และต้องการเข้าห้องน้ำแบบทันที

โรคต่อมลูกหมากโตรักษาได้อย่างไร

การรักษาโรคต่อมลูกหมากโต มี 4 วิธีการดังนี้

  • รักษาด้วยยา เป็นการใช้ยาช่วยคลายการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อต่อมลูกหมาก เป็นยาต้านระบบประสาทอัลฟ่า เพื่อช่วยยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศชาย โดยแพทย์จะใช้รักษาตามอาการเป็นหลัก
  • การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดขูดต่อมลูกหมากออก ด้วยการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ โดยแบ่งได้ 2 วิธีการ คือ การรักษาทางศัลยกรรมผ่านกล้องส่องกระเพาะปัสสาวะ TUPR (Transurethral Resection of the Prostate) และการผ่าตัดขูดต่อมลูกหมากโตผ่านกล้องส่องท่อปัสสาวะ TURPV (Transurethral Vaporized – Resection of the Prostate)
  • การผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์กรีนไลท์ PVP Green Light PVP : Photo – Selective Vaporization of Prostate) ใช้เครื่องตัดและจี้ด้วยเครื่องประจุไฟฟ้าคู่ไบโพลาร์
  • การรักษาด้วยการใช้แสงเลเซอร์ทูเลียม (Thulium Laser Vaporesection of the Prostate) ได้ผลดีเทียบเท่าเครื่อง PVP แต่สามารถตัดชิ้นเนื้อเก็บไว้ตรวจครั้งต่อไปได้

การดูแลรักษาหลังผ่าตัด

วิธีการดูแลตัวเองเบื้องต้น หลังการผ่าตัด มีดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำก่อนนอน
  • ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 7 – 8 แก้ว
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภท ชา, กาแฟ และแอลกอฮอล์
  • ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ หรือเบ่งเวลาปวด
  • หากปัสสาวะไม่สุด ควรปัสสาวะซ้ำอีกครั้ง เพื่อไม่ให้มีปัสสาวะตกค้าง
  • หากพบอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเบื้องต้น

หาก ปัสสาวะไม่พุ่ง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวินิจฉัยโรค

ใครที่ตรวจเช็คอาการเบื้องต้น แล้วพบว่ามีอาการปัสสาวะไม่พุ่ง หรือปัสสาวะกลางดึกบ่อย ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวินิจฉัยอาการเบื้องต้นโดยด่วน เพราะปล่อยไว้นานก็ยิ่งไม่ดีต่อสุขภาพ และอาจทำให้อาการของโรครุนแรงมากยิ่งขึ้น แม้จะเป็นโรคยอดฮิต แต่ผู้ชายหลายคนก็มองข้าม เพราะคิดว่าอาจไม่เป็นอะไรมาก แต่ความจริงโรคต่อมลูกหมากโต ควรมีการรักษาที่รวดเร็ว เพื่อลดความรุนแรงของโรค เพราะอาการเบื้องต้นจะทรมานต่อการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ EEU CLINIC

หากคุณต้องการพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคต่อมลูกหมากโต คลินิกเฉพาะทางโดยตรงของผู้ชาย อย่าง EEU CLINIC พร้อมดูแลโดยแพทย์ที่มีความรู้ ความสามารถ วิเคราะห์อาการของโรคได้อย่างตรงจุด พร้อมใช้เทคนิคการรักษาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ช่วยให้คุณหายจากโรคต่อมลูกหมากโตได้เร็วที่สุด

หวังว่าบทความนี้จะช่วยทำให้ทุกคน ตระหนักถึงโรคต่อมลูกหมากโตมากยิ่งขึ้น โดยผู้ชายท่านไหนที่สนใจอยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีอาการปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะติดๆ ขัดๆ ก็อย่าลืมไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ EEU CLINIC ได้เลย

ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เรื่องใกล้ตัวที่ห้ามปล่อยผ่าน

ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เรื่องใกล้ตัวที่ห้ามปล่อยผ่าน

ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมออาจเป็นความผิดปกติที่ผู้หญิงหลายคนพบเจอ ซึ่งแน่นอนว่าอาการนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสุขภาพในการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สาว ๆ หลายท่านที่มีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจไม่ทันได้ระวังและปล่อยปละละเลยมาเป็นเวลานาน แต่รู้หรือไม่ว่าอาการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจนำไปสู่ความผิดปกติหรือโรคอื่น ๆ ได้อีกด้วย จะมีอะไรบ้าง ตามไปดูกัน

ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เกิดจากอะไร

สำหรับผู้หญิงอย่างเรา ระยะห่างของการมีประจำเดือนที่ปกติจะอยู่ที่ 24-38 วัน โดยเราจะนับจากวันแรกที่มีประจำเดือนรอบนี้เทียบกับวันแรกของเดือนก่อน ซึ่งถ้าหากสาว ๆ คนไหนมีระยะห่างที่มากกว่าหรือสั้นกว่าระยะห่างนี้ ก็สามารถสังเกตได้ว่าประจำเดือนกำลังมาไม่ปกตินั่นเอง ซึ่งสาเหตุของการที่ประจำเดือนมาไม่ปกตินั้นสามารถเป็นไปได้หลายอย่าง ดังนี้

  • มีภาวะเครียดจากการทำงานหรือปัญหาส่วนตัว ทำให้นอนไม่หลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ฮอร์โมนแปรปรวน
  • มีปัญหาไข่ไม่ตกจากความเครียดต่าง ๆ
  • มีการรับประทานทานยาบางชนิดที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศหญิง อาจเป็นการกระตุ้นให้มีเลือดประจำเดือนออกผิดปกติได้
  • มีความผิดปกติของฮอร์โมนควบคุมการทำงานของรังไข่ เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์
  • เป็นผู้หญิงวัยเพิ่งมีประจำเดือนหรือวัยใกล้หมดประจำเดือน
  • มีการติดเชื้อหรือมีแผลที่บริเวณอวัยวะเพศ เช่น บริเวณปากมดลูกและเยื่อบุโพรงมดลูก

ประจำเดือนมาผิดปกติ บอกอะไร

แน่นอนว่าการที่ปวดท้องประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงโรคต่าง ๆ ได้ด้วยเช่นกัน สาว ๆ จึงไม่ควรมองข้าม ไปดูกันต่อเลยว่ามีโรคอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรังในผู้หญิง จากภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ หรือที่เรามักจะรู้จักกันว่า PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) เป็นภาวะที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของรังไข่เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะมีบุตรยากนั่นเอง นอกจากนี้ การที่ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือการมีเลือดออกผิดปกติ ยังสามารถบ่งบอกถึงอาการมดลูกอักเสบ ปากมดลูกอักเสบ หรือติ่งเนื้อปากมดลูกได้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติก็คือ โรคมะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงนั่นเอง อย่างเช่น มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด ทางที่ดีสาว ๆ ต้องหมั่นตรวจเช็กสุขภาพภายในอย่างสม่ำเสมออย่างเป็นประจำทุกปี

สีของประจำเดือนบอกอะไร

ประจำเดือนที่แม้แต่เป็นประจำเดือนที่มาตามปกติ ก็สามารถมีสีที่แตกต่างกันได้โดยที่สาว ๆ ไม่ต้องเป็นกังวลมากไป ไม่ว่าจะเป็นสีแดงสด สีแดงเข้ม สีน้ำตาล หรือสีคล้ำ ๆ โดยเลือดประจำเดือนที่เพิ่งออกใหม่มักจะเป็นสีแดงสด ในขณะที่เลือดที่อาจจะค้างอยู่ในมดลูกและเพิ่งออกมามักจะมีสีคล้ำขึ้น ไปจนถึงสีน้ำตาล อย่างไรก็ตาม สำหรับสาว ๆ ที่อาจจะกังวลถึงความผิดปกติ ให้ลองสังเกตสีของประเดือนและอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจบ่งชี้ถึงโรคหรือภาวะต่าง ๆ เช่น

  • มีเลือดออกที่มีสีแดงสดหรือสีแดงคล้ำ แต่ไม่ได้ออกตรงรอบเดือน หรือมาในปริมาณน้อยอาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่ปากมดลูกได้
  • มีเลือดออกที่มีสีแดงสด ร่วมกับการมีประจำเดือน โดยจะมีเลือดออกมาปริมาณมากกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของการมีติ่งเนื้อหรือเนื้องอกในมดลูกได้
  • มีเลือดออกเป็นสีแดงจาง ๆ และมาแบบกะปริดกะปรอยอาจเป็นเพราะวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือเป็นเลือดที่ออกช่วงกลางรอบเดือนที่เกิดจากการมีไข่ตก

ประจำเดือนมาไม่ปกติ เสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก จริงหรือไม่?

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าการที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ เป็นสัญญาณที่เกี่ยวเนื่องกับโรคมะเร็งปากมดลูกได้เช่นกัน โดยสาว ๆ สามารถเช็กจากอาการเบื้องต้นได้ดังนี้

  • เลือดออกกะปริดกะปรอยจากช่องคลอด โดยมีความถี่ของเลือดออกทุกวันหรือวันเว้นวัน
  • มีรอบประจำเดือนที่มาเร็วกว่าทุก 21 วัน
  • มีเลือดออกจากช่องคลอดที่ไม่ได้อยู่ในรอบประจำเดือน
  • มีเลือดออกจากช่องคลอดในปริมาณมาก โดยเลือดมีลักษณะเป็นก้อนหรือเป็นลิ่ม ๆ
  • มีเลือดออกจากช่องคลอดหลังจากเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว
  • มีเลือดออกจากช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม อาการที่เกริ่นไปข้างต้นเป็นเพียงแค่อาการเบื้องต้นเพียงเท่านั้น ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะเป็นมะเร็งปากหมดลูก ดังนั้นสาว ๆ ที่มีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ EEU CLINIC

สาว ๆ ที่อาจกำลังกังวลใจถึงปัญหาของประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมออยู่ ลองมาปรึกษาเราที่ EEU Clinic เรามีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำคุณอย่างตรงจุด พร้อมแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง ปลอดภัย และเห็นผลอย่างแน่นอน หากคุณผู้หญิงคนไหนกำลังมีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ สามารถติดต่อเราได้โดยทันที